หน้าแรก บันเทิง คำไหนคำนั้น “ต่าย สายธาร” รับปากจะดูแล “แม่สีดา” แทน “อ๊อฟ อภิชาติ”

คำไหนคำนั้น “ต่าย สายธาร” รับปากจะดูแล “แม่สีดา” แทน “อ๊อฟ อภิชาติ”

24
แชร์ข่าวนี้

ห่างหายจากวงการบันเทิงไปนาน เพราะไปลุยงานด้านจิตอาสากับมูนิธิร่วมกตัญญู อดีตนางเอกสาว ต่าย-สายธาร นิยมการณ์ มาเปิดใจในรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 ว่ารักในงานการทำงานของหน่วยกู้ชีพ ที่ต้องอยู่กับความเป็นความตายตลอดเวลาเพราะอยากตอบแทนประชาชน นอกจากเรื่องจิตอาสาแล้วเจ้าตัวยังเปิดใจถึงเรื่องที่คอยดูแล แม่สีดา พัวพิมล คุณแม่ของ อ๊อฟ อภิชาติ อดีตพระเอกคนสนิทมาด้วยว่าจะดูแลกันไปเรื่อยๆ อย่างดี

รหัส 18 นี้คืออะไร

ต่าย : “อย่างพี่ท็อป พี่ไทด์จะเป็น 1-2 ใช่ไหมคะ แล้วก็ พี่ต้น อธิวัฒน์ ก็จะเป็นดารา 4 ต่าย ก็จะเป็น 18 รหัสดาราอย่างเนี้ย เราศิลปินอย่าง พี่ท็อป พี่ไทด์ เขาจะดูแลอยู่ ณ ส่วนตรงนี้ ขอ งต่าย จะอยู่ในส่วนของประชาสัมพันธ์มูลนิธิ ก็ช่วยในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แต่ตัว ต่าย เองก็จะเป็นคนที่แบบลงปฏิบัติงานค่ะ เขาเรียกวอ 4 คือปฏิบัติหน้าที่ แล้วอย่างมูลนิธิหลายๆ คนจะงงว่า เอ๊ะทำไมมีชุดหลายสี คือถ้าเป็นชุดอย่างนี้สีเขียวเนี่ย จะเรียกว่าชุดอาสา อาสาคือสามารถไปช่วยยกแบกน้ำท่วมอะไรอย่างพี่ท็อปพี่ไทด์ที่ทำ แล้วก็อย่าง ต่าย ใส่ชุดสีขาวกู้ชีพก็จะอยู่ในส่วนของรถพยาบาลโดยที่คุณจะต้องไม่ยุ่งกับศพ คุณอยู่ในส่วนของรถพยาบาลคุณทำคลอดได้ ถ้าเป็นชุดสีเหลืองก็จะเป็นเจ้าหน้าที่ที่สำหรับเก็บศพโดยเฉพาะ จริงๆ แล้วการใส่ชุดที่แตกต่างกันเนี่ย เวลาที่ลงปฏิบัติหน้าที่เนี่ย มันก็จะเป็นในเรื่องของกฎหมายด้วยแล้วก็เป็นในเรื่องของการแยกแยะแยกประเภท”

แล้วเห็นเขาบอกว่าอย่างชุดขาว ที่ ต่าย ใส่เป็นดาราเพียงคนเดียวในประเทศไทยเลยที่จบหลักสูตรกู้ชีพนี้ ?

ต่าย : “คิดว่าน่าจะใช่นะคะ เป็น EMT-B emergency medical technician basic คือเรียน 110 ชั่วโมง คือ น่าจะเป็นเดือนๆ เลยค่ะ แต่ขาดไม่ได้เลยนะคะ  ต่ายจำได้เลยคือไม่ได้เลยค่ะคือ ต่าย จำได้ว่าตอนขึ้นไปเรียน ต่าย ยังให้น้ำเกลืออยู่ ด้วยเพราะห้ามขาดเลยแม้แต่นาทีเดียว ที่เราต้องไปอบรมต้องไปเรียนทุกวันด้วยความกดดัน แต่ภูมิใจที่เราทำได้ แล้วการที่หลายคนมองเห็นว่าการใส่ชุดแล้วมันเท่ห์ มันไม่ได้เท่ห์ตรงชุดหรอกค่ะ มันเท่ห์ตรงนี้มากกว่า (ชี้ที่ศรีษะ) ถ้าเราไปเรียนได้”

ก่อนที่มาเป็น ต่าย สายธาร ในวันนี้ เมื่อก่อนได้รับฉายาแหม่ม จินตหรา 2 แล้วฉายานั้นเป็นยังไง

ต่าย : “ต้องบอกว่าได้รับใบบุญจาก พี่แหม่ม มากเพราะว่าในช่วงนั้น ต่าย ได้เข้ามาเล่น อนึ่งคิดถึงพอสังเขป เรื่องแรกของ อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกลและพี่สมเกียรติ ไฟว์สตาร์ ตอนนั้นไฟว์สตาร์เนี่ยเขามีเซ็นสัญญาก็เรียกมาต่ายเป็นเด็กเชียงใหม่เด็กต่างจังหวัด เรียกมาแคสแล้วก็ให้เล่นเป็นพี่แหม่มตอนเด็ก เราเกิดจาก พี่แหม่ม เลยค่ะ เพราะตอนนั้นก็จะมีผมม้าใช่ไหมคะมีบางมุมที่คล้ายพี่แหม่ม อันนี้ก็ต้องขอบคุณพี่แหม่ม แล้วก็ขอบคุณสื่อด้วยขอบคุณค่ะ”

ซึ่งตอนนั้น ต่าย สายธาร ถือว่าเป็นดาราวัยรุ่นที่ดังมาก เป็นแบบตัวท็อปเลย แล้ววันนั้นที่เราตัดสินใจมาเป็นจิตอาสาเนี่ยแรงบันดาลใจมันคืออะไร ?

ต่าย : คือพอเรามาทำตรงนี้ อย่างเรียกว่าแรงบันดาลใจ อันนี้ต้องขอบคุณคุณอ๊อฟ อภิชาต เขาเป็นคนที่ชักชวนต่ายมาทำตรงนี้

อ๊อฟเข้าไปก่อน ?

ต่าย : “ใช่ค่ะ อ๊อฟทำก่อนในช่วงนู้นที่สนิทกันนะคะ แล้วพอเข้ามาทำต่ายมีความรู้สึกว่า คือสัญชาตญาณของมนุษย์ต่อให้ปากหลายๆคน ต่ายเชื่อเลยค่ะ ต่าย เจอมาหลายคนแล้วที่พูดว่ากลัวเลือดกลัวไม่กล้าทำ แต่พอไปถึงเวลาจริงๆนะ ต่าย บอกช่วยหยิบอันนี้ให้ต่ายหน่อยสิ มันต้องทำอยู่ๆมันจะทำเองโดยอัตโนมัติเพราะนั่นคือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่อยากจะช่วยคน แต่บางคนอยากช่วยก็ไม่รู้ว่าจะช่วยวิธีไหนอย่างถูกต้องอย่างนี้ค่ะเพราะฉะนั้นเนี่ยพอได้เข้ามาทำแล้วบวกกับการที่ผู้ใหญ่ทางร่วมกตัญญูเมตตาเราแล้วส่งเรามาเรียนอบรมเป็นกู้ชีพจบมาแล้ว ก็ต้องถามตัวเองว่าไปเรียนมาแล้ว แล้วยังไงต่อไปเรียนมาแล้ว แล้วจะเก็บไว้เป็นกบอยู่ในกะลาแทนที่คุณจะเอาความรู้ที่มีมาเนี่ยไปแบบเผยแพร่ให้กับคนรุ่นหลัง แล้วก็ให้เขาไปต่อยอดไม่ว่าจะเป็นวิทยากรไม่ว่าจะเป็นการไปสอนเด็กๆ CPR ไปทำอะไรก็ได้สำหรับคนที่เขาอยู่ห่างไกลความเจริญและเราไปช่วยตรงนั้นก็เลยคิดว่าเอาความที่เราเป็นนักแสดงหรือเป็นดาราเนี่ยมาทำตรงนี้มันก็เป็นใบเบิกทางอย่างหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่อยากทำมากที่สุดก็คือการได้ตอบแทนประชาชนของพระราชา

เคยสักนิดไหมที่รู้สึกว่าไม่สนุกเลยไม่ทำแล้ว เคยท้อเคยเหนื่อยบ้างไหม ??

ต่าย : “มันมีแต่น้อยมากเพราะว่าบอกเลยว่าการทำงานตรงนี้เราทำงานภายใต้แรงกดดัน บางทีการไปเจอเคสไทยมุงที่มามุงเมื่อก่อนเนอะ ทำไมไม่รีบทำ ทำไมไม่รีบช่วยหรือนั่นนู่นนี่นั่น แต่จริงๆแล้วการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมันมีขั้นตอนของมัน”

เคสที่ยากแล้ว แต่เคสที่ยากที่สุดเลยตั้งแต่ ต่าย เคยทำมาก็คือเคสสึนามิเป็นยังไงบ้าง ?

ต่าย : “สึนามินี่ไปถึงภาพแรกคือลงเครื่อง C130 ไปเนี่ย เห็นเลยอยู่บนหลังคาอยู่แบบ…นึกออกใช่ไหมคะ จำได้ว่าไปในโรงแรมที่หาดป่าตองเพื่อไปเอาศพแล้วไปเจอศพเด็ก แล้วตัวต่ายเองเนี่ยเจอญี่ปุ่น 2 คนตามหาลูกเขาไม่ได้กินน้ำไม่ได้กินข้าว 2 วันนะ  แล้วเด็กอะลูกเขา 5 ขวบ 1 คน 2 ขวบ 1 คน ทีนี่เขาก็บอกว่าให้ตามหาลูกเขาเราไปเจอลูกเขา 1 คน 5 ขวบแต่เสียชีวิตแล้ว ที่เนี่ยเขาก็ยังมีความหวังว่าจะเจอลูกเขาอีกคนก็เจอค่ะ 2 ขวบก็เสียชีวิตเหมือนกัน เขาก็ตีทุบเราใหญ่เลย แต่เราเข้าใจไงการสูญเสียตัวพ่อกับแม่เองก็แย่เพราะว่าอยู่ในป่าแล้วก็ไม่ได้ทานน้ำ ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่มันคิดว่าคงไม่ใช่ว่าต่ายรู้สึกแย่คนเดียว หลายๆคนก็รู้สึกหดหู่ แต่ตรงนั้นเนี่ยมันก็ย้อนกลับมาว่าเราดีใจนะที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้เข้าไปช่วย ณ เหตุการณ์นี้

ถามนิดนึงสิว่าเห็นขนาดนั้นไปถ่ายรูปขนาดนั้นน่ะ เขามีตามมาที่บ้านหรือมีอะไรแปลกๆบ้างไหม ?

ต่าย : “คือเคสที่ถ่ายรูปเนี่ยไม่อยากพูดแล้วนะคะ คือ ณ ตอนนั้นเนี่ยต่ายชวนเพื่อนมานอนที่ห้อง สมัยก่อนเรียนสแตมฟอร์ดใช่ไหมคะ ที่ต่ายมีความรู้สึกว่าต่ายเห็นน่ะ คือเอารูปเขาไว้ในห้อง รูปหน้าชัดมากมันก็มีความรู้สึกว่า 2-3 วันนะคะเห็นหน้าเขา ทำไมมันฝันเดิมๆหน้าเขามาอย่างเนี้ย(เข้ามาใกล้ๆ) พอมาอีกวันทำไมมันฝันอีกแล้วแต่รอบนี้หน้าเขามาติดเราเลยไม่ไหวแล้วไปวัดลาดพร้าวเลย เราเคาะแบบเรียกท่านเจ้าอาวาสตอนนั้นนะคะ รดน้ำมนต์ตอนนั้นเลย อันนี้คือเหตุการณ์แรกๆสมัยแรกค่ะ”

ต่าย : “แต่การที่เรามาทำหน้าที่ตรงนี้ มันทำให้เราปลงด้วย แล้วอีกอย่างคือเวลาที่เราปลง บางทีต่ายจะคิดเสมอว่าถ้าเราไม่ทำใครจะทำ มีคนมาทำไหมถ้ามีคนมาทำก็จะไม่ทำ แต่ก็ไม่มีคนทำแล้วก็ต้องทำต่อแล้ว อีกอย่างนึงเราก็อยากจะเอาสิ่งเหล่านี้ที่มันเป็นความรู้ มันเป็นสิ่งที่นึงที่เป็นทรัพย์ในตัวที่เราสามารถมอบให้เขาได้ เรามีแก้วแหวนเงินทองไม่ต้องมีเงินเยอะแยะมากมายที่จะให้เขา อย่างทุกวันนี้ต่ายมีทีมงานจิตอาสาต่ายสายธารอย่างนี้ค่ะ ซึ่งเป็นทีมงานก็ค่อนข้างที่จะ 20-30 คนเริ่มเยอะ แต่เป็นทีมงานที่เป็นทำงานภายใต้องค์กรของมูลนิธิร่วมกตัญญู แล้วก็มีทีมงานจากพี่ท็อปพี่ไทด์มาช่วยเวลาที่ ต่าย ลงพื้นที่ ลงเคสแจกอาหารหรือไปช่วยคนหรือเคสเร่งด่วนอะไรอย่างเนี้ยค่ะ ไม่ได้แตกแยกออกมาจากมูลนิธินะคะต้องให้เข้าใจด้วยก็ยังอยู่ที่ร่วมกตัญญูเหมือนเดิมทำงานรับใช้มูลนิธิเหมือนเดิม”

ความน่ารักของ ต่าย สายธาร นอกจากเป็นคนที่ตอบแทนประชาชนแล้ว ยังดูแลแม่สีดา ซึ่งเป็นแม่ของคุณอ๊อฟ ผู้ล่วงลับ ดูแลเหมือนคุณแม่ของตัวเองเลย ?

ต่าย : “คำว่าสัจจะ สัจจะให้ไปแล้วก็ต้องทำ แล้วอีกอย่างนึงคือต่ายไม่ได้แบบว่าจะมาพูดเพื่อให้คนเห็นว่าฉันเป็นคนดีนะ แต่เราอยากทำให้เห็นว่าเนี่ยคือความว่าสัจจะที่แท้จริง แล้วอีกอย่างนึงคือต่ายมีความรู้สึกว่าคือถ้าด้วยวัยขนาดนี้หรืออะไรอย่างเนี้ย ถ้าเป็นแม่ต่าย ต่าย อยากให้เขาสบายอยากให้เขาอยู่บ้าน แต่หมายถึงคุณแม่สีดาได้ยังแข็งแรงอยู่นะคะ แล้วก็ทางน้องของคุณอ๊อฟเขาก็ยังดูแลอยู่ หลายคนอาจจะคิดว่าน้องไม่ดูแลเหรอ น้องยังดูแลอยู่ เพียงแต่ว่าเขาก็จะต้องมีภาระในส่วนของเขา แต่ว่าในเรื่องส่วนตัวของแม่สีดาเนี่ย ตัว ต่าย เองเรียนตรงๆว่าก็ไม่ได้ก้าวก่ายไม่ได้ทราบอะไรมาก”

พาไปทานข้าวไปเจอกันไม่ทอดทิ้งกัน ?

ต่าย : “ใช่ๆ ไปทานข้าวร่วมกัน อะไรอย่างนี้ อันนี้คือสิ่งที่ ต่าย ทำได้ แล้วก็ไปให้กำลังใจ บางทีก็โทรถามตลอด บางที่แม่ทัก LINE มาหรืออะไรอย่างนี้ ต่าย ก็อาจจะไม่ได้ตอบแต่แม่จะรู้ คือเป็นอย่างนี้ตลอดค่ะ ก็ดูแลกันไปเท่าที่ทำได้”

ขอขอบคุณ
แหล่งที่มา : sanook


แชร์ข่าวนี้