หน้าแรก บันเทิง “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เปิดใจทั้งน้ำตา อัดอั้นเต็มอก ประกาศขอลาออกจากร่วมกตัญญู

“บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” เปิดใจทั้งน้ำตา อัดอั้นเต็มอก ประกาศขอลาออกจากร่วมกตัญญู

34
แชร์ข่าวนี้

ออกมาเปิดใจผ่านทางไลฟ์สดของเฟซบุ๊กส่วนตัว สำหรับ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หลังจากที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อหนึ่งถึงประเด็นการจาบจ้วงสถาบัน ซึ่งต่อมาได้มีการบิดเบือนว่าตนต้องการจะใช้ความรุนแรงโดยการตบเด็กที่ชูสามนิ้วทางด้านการเมือง

โดยงานนี้ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้เผยทั้งน้ำตาว่า ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเด็กๆ เลย พร้อมสนับสนุนกับการชุมนุมเต็มที่หากเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและอนาคตของชาติ แต่ที่ทำให้ตนไม่ทนนั้นคงเพราะมีคนที่มาจาบจ้วงสถาบันด้วยถ้อยคำและพฤติกรรมหยาบคายต่างๆ

ทั้งนี้ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ยังขอแสดงจุดยืนในการปกป้องสถาบัน และประกาศลาออกจากมูลนิธิร่วมกตัญญู เนื่องจากไม่อยากให้ใครไปต่อว่ามูลนิธิ ส่วนเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ตนยังขอทำหน้าที่ต่อ แต่เป็นในนามของตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวกับมูลนิธิอีกต่อไป

“สวัสดีครับ วันนี้ผมมาช่วยเคสที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตอนนี้ก็ช่วยเสร็จแล้วเลยอยากจะมาคุยเรื่องของประเด็นที่หาว่าคนอย่างผมจะไปตบเด็กที่ชูสามนิ้ว ผมไม่มีความคิดอุบาทว์ชาติชั่วแบบนั้นหรอกครับ ที่ผมบอกว่าถ้าผมเจอต่อหน้าใครที่ยกนิ้วกลางให้ขบวนเสด็จนั้นน่ะผมจะตบจริงๆ ถ้าเป็นรถพ่อคุณ แม่คุณขับมา แล้วมีคนยกนิ้วกลางให้คุณจะทำยังไง ผมเห็นภาพแล้วมันโมโห”

“เพราะเด็กไม่เกี่ยวกับผม เขาจะชูสามนิ้วหรือกี่นิ้วก็เรื่องของเขา เขามาเรียกร้องประชาธิปไตย มาเรียกร้องอนาคตของเขา นั่นมันเรื่องของเขา ผมไม่เคยไปชุมนุมกับม็อบตั้งแต่เสื้อเหลือง เสื้อแดง มาสมัยไหนผมก็ไม่เคยไปยุ่ง ไม่เคยขึ้นเวที ผมมีเวทีเดียวคือเวทีพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่งกับผม และคนที่ยุยงว่าผมจะตบเด็กมาโยงเกี่ยวกับเรื่องชูสามนิ้วอย่าหน้าตัวเมียครับ อย่าหน้าตัวเมีย เอาความจริงที่ข่าวเขาเขียนกัน ผมบอกแล้วว่าถ้าผมอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นแล้วใครชูนิ้วเดียวในขบวนเสด็จ ผมจะตบ ผมยอมติดคุกจริงๆ นี่คือความจริงของผม คนที่ฉีกพระบรมฉายาลักษณ์ คนที่เอารูปในหลวงไปแปะแล้วเขียนคำหยาบคาย พูดจาดูถูกดูหมิ่น นั่นแหละที่ผมจะทำ ไม่เกี่ยวกับเด็กชูสามนิ้ว อันนั้นผมสนับสนุนเลยครับถ้าทำแล้วมันเกิดอนาคตที่ดีกับประเทศชาติและเพื่อส่วนรวม ผมยินดี”

“ทุกวันนี้เราต้องรับรู้สิครับว่าสิ่งหนึ่งที่คนไทยมารวมกันอยู่ได้เป็นปึกเป็นแผ่น สามัคคีกัน ไม่ใช่เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เหรอครับ คุณมีชาติ คุณมีศาสนา คุณต้องมีพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่จะเอาพระมหากษัตริย์ออกแล้วจะเป็นประธานาธิบดีอะไรของคุณ นั่นเพ้อเจ้อครับ”

“และอีกอย่างที่ผมไม่สบายใจ ณ ตอนนี้มากๆ คือองค์กรของผม มูลนิธิกตัญญูโทรมามากมายเหลือเกิน ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ไม่ต้องเข้าไปนู่นไปนี่ ผมบอกตรงๆ ผมรัก ผมเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าไม่ให้ผมไปยุ่ง (เสียงสั่น) ไม่ให้ผมไปขัดขวางสิ่งชั่วร้ายที่มันจะทำลายสถาบัน ผมอยากให้ทุกคนในมูลนิธิ ท่านประธาน ผู้จัดการ เลขา ผมอยากจะสู้”

“ผมทำมา 34 ปี ทั้งชีวิตของผมกับร่วมกตัญญู ตอนนี้มีคนมาบอก มาหาว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ช่วยมาอย่ามาอ้าง คนดีๆ เขาช่วยผม ส่วนคนเลวๆ เขาไม่ช่วยผมหรอก ยิ่งพวกที่ลบล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมรู้มันไม่เคยมาช่วยอะไรผมหรอก มีแต่ชาวบ้านที่ช่วยผม เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างว่า อุตส่าห์ช่วยเงินน้ำท่วม อุตส่าห์ช่วยนู่นนั่นนี่ อย่ามาอ้าง ถ้าช่วยก็ต้องช่วยต่อๆ ไป ต่อไปนี้ไม่ต้องมาช่วย”

“เอาเป็นว่าผมต้องขอโทษทางมูลนิธิ วันนี้เพื่อความสบายใจ ผมขอลาออก (น้ำตาคลอ) จากมูลนิธิตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะได้ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องผมว่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสถาบัน และทำให้คนมาต่อว่ามูลนิธิอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เป็นไรครับ ผมจะใช้ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ซึ่งไม่มีมูลนิธิร่วมกตัญญูนะครับ (ถอดชุดมูลนิธิออก) ผมต้องขอโทษ เพราะผมต้องทำ มันมาถึงที่สุดแล้ว มันหนักกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับสถาบัน”

“เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอกเลยว่า โอเคต่อไปนี้ผมขอลาออกจากมูลนิธิร่วมกตัญญู ผมจะขอสู้ด้วยตัวของผมเอง และเคสทุกเคสที่รอช่วยจากผมอยู่ ผมก็ยังจะช่วย แต่เป็นในนามของ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผมรู้สึกว่าเวลาที่ผมคุยทำไมต้องมาโถมใส่ผม เรื่องนี้ผมทำผิดอะไร ผมออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมทำมาตั้งแต่กี่ปีแล้ว (เสียงสั่น) ตั้งแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ ผมก็ออกมาต่อต้าน”

“และวันนี้ผมขอพูดเลยนะ ใครที่มาด่าพ่อแม่คุณ คุณยอมเหรอ คุณจะปล่อยให้มันทำแบบนี้ไปเหรอ และวันนี้พวกคุณจะไปสถานทูตเยอรมันเพื่ออะไรผมถามหน่อย ตอนนี้ผมไม่ใช่มูลนิธิร่วมกตัญญูแล้วนะครับ ผมเป็นคนธรรมดา เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปว่าอะไรมูลนิธิทั้งนั้น ผม นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผมยอมที่จะต่อสู้เพื่อสถาบัน เพื่อคนไทยที่รักพระมหากษัตริย์”

“โอ้โห พอผมลุกขึ้นมา พวกที่ล้มสถาบันอ้างนู่นอ้างนี่ อ้างตลอด ไม่มีการฟังเหตุผลด้วยว่าเพราะอะไร โยงใยระหว่างการชูนิ้วเดียวกับสามนิ้วเข้ามา หาว่าผมจะตบเด็กอย่างนั้นอย่างนี้ นิสัยผมไม่มีหรอกครับทำร้ายเด็ก ทำร้านคนแก่ นินทาคน ด่าคน ผมมั่นใจถ้าทำต่อหน้าผม ผมตบจริงๆ ผมยอมเสียค่าปรับ”

“วันนี้มันอัดอั้นมากนะครับ ทั้งเรื่องสถาบัน ทั้งเรื่องมูลนิธิ เอาเป็นว่าผมต้องขอโทษท่านประธานมูลนิธิ ขอโทษทุกคน ทั้งอาสาสมัคร และน้องๆ ทุกคนที่เคยร่วมทำงานกันมาหลายสิบปี (ร้องไห้) แต่ผมก็ยังคงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอยู่นะครับ แต่คงไม่ได้ไปในนามของมูลนิธิร่วมกตัญญู มันต้องมีจุดยืนของตัวเอง”

“ทุกวันนี้ถามว่าผมอยู่สบายไหม ผมอยู่สบาย แต่ผมมีความสุขไหม ผมไม่มีความสุขถ้ายังเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับบ้านเมือง ผมเชื่อหลายๆ คนก็ไม่มีความสุข ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องทำให้ชัดเจน อย่าให้พวกมันได้ต้องฮึกเหิม อย่าให้พวกมันต้องคิดว่าพวกเรากลัว ใครออกมาก็ด่าเขา ไปตามราวีเขา คนพวกนี้เราต้องจัดการมัน ผมว่าเด็กหลายๆ คน 80 เปอร์เซ็นต์ไม่รู้เรื่องพวกนี้”

“ทุกวันนี้ผมไม่มีอะไรมากมาย ผมมีแม่ มีพี่ มีครอบครัว มีมูลนิธิร่วมกตัญญู และก็มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เอาเป็นว่าผมจะไม่ปล่อยให้พวกชาติชั่วมาทำสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ ผมจะสู้ ผมรู้ว่า 30 กว่าปีมาผมทำคุณค่า มีประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างมากมาย ถึงแม้ว่าชีวิตนี้ผมจะต้องเป็นอะไรไป ผมก็รู้สึกภูมิใจมาก”

“ต้องขอโทษเพื่อนๆ นะครับ วันนี้ผมต้องประกาศแล้วครับว่าผมยอมไม่ได้ และผมก็ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าตราบใดที่ผมยังอยู่ในนามของร่วมกตัญญู ผมคงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้นะครับ เพราะต้องนึกถึงองค์กรเป็นส่วนรวมเลยต้องแยกออกมา”

“ขอบคุณครับทุกกำลังใจ ขอบคุณมาก ผมรู้ว่าหลายๆ คนที่ต่อสู้เคียงข้างไปกับผม และวันนั้นเราจะออกมารวมพลังให้ทุกคนเห็นว่าพวกเรายังต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์”

“ใครที่อยู่ในหน้าแฟนเพจผม ใครที่เคยเป็นเพื่อนกับผมแล้วไม่พอใจก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ว่าอะไร เชิญเลยครับ ใครจะไม่นับถือผม ไม่ศรัทธาในตัวผม ก็ออกไปเลยครับ ผมต้องการความจริงใจ ผมต้องการคนที่รักพระเจ้าอยู่หัว คนที่รักสถาบัน กล้าเถอะครับ กล้าที่จะออกมาปกป้อง อย่าไปกลัวคนพวกนี้ ผมต้องขอโทษนะครับถ้าจะใช้วาจาอะไรที่มันหยาบคายเกินไป”

“เข้าใจนะครับชูสามนิ้วผมไม่ว่า ผมไม่เคยมีอคติกับอะไรพวกนี้ แต่ถ้าชูนิ้วเดียวเมื่อไหร่ ก็ต้องเห็นดีกัน ขอบคุณครับ ผมจะสู้”

ขอขอบคุณ

ภาพ :บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

แหล่งที่มา : sanook


แชร์ข่าวนี้