หน้าแรก การเมือง ทิม พิธา : กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่ กับปณิธานใหม่ขอเป็น “พรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด”

ทิม พิธา : กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่ กับปณิธานใหม่ขอเป็น “พรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด”

424
แชร์ข่าวนี้

เริ่มต้นปี 2563 ด้วยความร้อนแรงทางการเมืองทั้งในศาล ในสภา และบนท้องถนน ทุกความเคลื่อนไหวล้วนปรากฏชื่อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เข้าไปเกี่ยวข้อง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดเดือน ม.ค. คือ…

  • ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่จาก “คดีอิลลูมินาติ”
  • ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
  • แฟลชม็อบ “ไม่ถอยไม่ทน” เตรียมยกระดับเป็นมวลชนขับไล่รัฐบาล ตามนัดหมายของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็น 1 ใน 4 ผู้ปราศรัยหลักที่ลานสกายวอล์ก เมื่อ 14 ธ.ค. 2562 แต่ความต่างคือเขาเปิดปราศรัย 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ

“เราไม่ได้เตรียมที่จะเปิดปราศรัย ผมมองไปเห็นนักข่าวฝรั่งเต็มเลย ราว 20 คน ทำหน้างง ๆ ก็เลยหันไปหาเขา เพราะอยากอธิบายว่าประชาธิปไตยมี 4-5 แนวทาง ไม่ใช่แค่ไปโหวต แต่การชุมนุมอย่างสันติตราบที่ไม่ไปรบกวนคนอื่น ก็เป็นประชาธิปไตย” พิธาเผยเบื้องหลังการเปิดปราศรัยบนถนนครั้งแรกของเขาผ่านบีบีซีไทย

บทบาทของพิธาคล้ายโดดเด่นขึ้น เมื่ออนาคตใหม่ต้องเผชิญกับคดียุบพรรคจากข้อกล่าวหากรณีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ 191.2 ล้านบาทให้พรรคตัวเอง และกรณีล้มล้างการปกครอง-เชื่อมโยงกับองค์กรลับที่ชื่อว่าอิลลูมินาติ จึงเกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเขาอาจขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หากคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดธนาธร ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง

“เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็คือเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ตอนนี้หัวหน้าพรรคผมยังชื่อธนาธรเหมือนเดิม” พิธายืนยัน

เวลาพูดถึง ทิม-พิธา ในสภา คนมักนึกถึง “กระดุม 5 เม็ด” ซึ่งควรเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับนักการเมืองหน้าใหม่ที่สร้าง “ภาพจำ” เฉพาะตัวได้ แต่นั่นอาจสวนทางกับความปรารถนาของเขา

พิธาหัวเราะเล็ก ๆ รับฉายา ก่อนบอกว่า “ไม่อยากให้จำอย่างนั้นเลยครับ” เพราะการนำเสนอปัญหาเกษตรกรไทยโดยเปรียบเปรยเป็น “กระดุม 5 เม็ด” คือการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา เร็ว-ช้า-หนัก-เบา แล้วค่อย ๆ ปลดมันไปที่ละเปลาะ ไม่อยากให้สังคมติดยึดที่รูปแบบโดยไม่พิจารณาเนื้อหาในกระดุม

กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่

เมื่อให้มองย้อนกลับมายังพรรคต้นสังกัดที่เผชิญสารพันปัญหา จนสถานะไม่มั่นคง-มีคดียุบพรรคผูกพันข้ามปี “กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่” ในสายตาพิธาคือ…

กระดุมเม็ดแรก สามัคคี-ไม่หูเบา : ยิ่งปัจจัยภายนอกรุมเร้ามากเท่าไร ยิ่งต้องรู้จักประนีประนอมและรับฟังซึ่งกันและกัน “ถ้าพรรคของเรามีความเป็นปึกแผ่น ไม่หูเบา ใครจะพูดอะไร เราฟังแต่ยังไม่เชื่อ และก็มีสติกับทุกอย่าง เป็นกระดุมเม็ดแรกที่ถ้าติดถูกแล้ว กระดุมเม็ดที่เหลือจะได้ติดง่ายมาก”

กระดุมเม็ดที่ 2 ฝ่ามรสุมสารพัดคดี : เตรียมพร้อมสู้คดีที่ถาโถมเข้ามาหลายสิบคดี ต้องช่วยกันคิดแก้ปัญหาและวางกลยุทธ์ในการสู้คดี

กระดุมเม็ดที่ 3 ลดปัญหาภายในพรรค : ถ้าใครที่ทำงานดิจิทัลหรือสตาร์ทอัพจะรู้ว่าตอนตั้งธุรกิจปีแรก มันเละ ยุ่งยิ่งกว่ายุ่ง ต้องใช้ดุลพินิจเยอะ “เราไม่ใช่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่มา 40-50 ปี เราเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการจะมา disrupt (พลิก) การเมืองไทย ถ้าเราเห็นภาพตรงนี้ก่อน คุณก็จะมีความคาดหวังและบริหารความคาดหวังในการทำงานของพรรคมากขึ้น อะลุ่มอล่วยมากขึ้น ประนีประนอมมากขึ้น”

กระดุมเม็ดที่ 4 ดันนโยบายหาเสียง : ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่เคยหาเสียงไว้ “ยิ่งสภาพการเมืองร้อนแรงมากเท่าไร เราก็ยิ่งต้องทำให้ข้อเสนอของเราแหลมคมมากขึ้นเท่านั้น… ทำตามที่เคยหาเสียงไว้ พร้อมเสมอหากมีการเลือกตั้งใหม่ และหาวิธีตอบสนองประชาชนไม่ว่าเขาจะเลือกเรามาหรือไม่ก็ตาม”

กระดุมเม็ดที่ 5 เป็นปากเสียงประชาชน : ไม่หยุดทำงาน ไม่หยุดคิดนโยบายใหม่ ๆ ไม่หยุดลงพื้นที่ เอาปัญหาของประชาชนมาปรึกษาหารือในสภา 2 นาที, ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี, ยื่นญัตติและอภิปรายด้วยข้อมูลหลักฐานด้วยการเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชน

ตลอดขวบปีเศษของอนาคตใหม่ พิธายืนยันว่าไม่เคยติดกระดุมผิดที่-ผิดเวลา จนทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องเปลี่ยนไป ทว่าอาจใช้เวลาน้อยเกินไปในการปิดห้อง-เปิดใจพูดคุยกันก่อนมีมติพรรค และอธิบายกับสังคม นี่คือสิ่งที่เขาอยาก “แก้ไข” หากย้อนเวลากลับไปได้

“พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เลือกผมมา ที่ไม่เห็นด้วยกับผม ยิ่งต้องฟังเขา ถ้ามีโอกาสได้พูดกับพวกเขาได้วันนี้ก็คือว่าเวลาที่มันมีอยู่ 1 ปีอาจจะสั้นไปที่จะสื่อสารว่าจริง ๆ แล้วเนื้อแท้ หรือดีเอ็นเอของพรรคอนาคตใหม่ต้องการทำอะไรให้กับประเทศไทย ให้กับปัญหาที่มันมีอยู่” พิธาพูดด้วยแววตามุ่งมั่น

ผ่าดีเอ็นเอชาวอนาคตใหม่ “คนอยู่ไม่เป็น”

  • คนที่รู้ว่าปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
  • คนที่ฟัง แต่ยังไม่เชื่อ
  • คนที่กล้าสู้กับความอยุติธรรม เรียกร้องสังคมที่ก้าวหน้า
  • คนที่เข้าใจว่าโลกหมุนด้วยความหวัง ไม่ได้หมุนด้วยความกลัว
  • ไม่ใช่พวกไม่เคารพกฎหมาย แต่ต้องการกฎหมายที่เป็นธรรม
  • ไม่ใช่พวกชังชาติ แต่รักชาติพอที่จะยอมรับข้อเสียแล้วแก้ปัญหา
  • ไม่ใช่พวกต่อต้านความเป็นไทย แต่เชื่อในความเป็นไทยที่ทันสมัยหลากหลายอยู่ได้กับความเป็นสากล
  • ไม่ใช่พวกล้มเจ้า แต่ต้องการให้ประเทศไทยปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำพูดของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในงานรวมพล “คนอยู่ไม่เป็น” เมื่อ 16 พ.ย. 2562

หนึ่งในวาระสุดแหลมคม-ชวนหวาดเสียว-ฉีกทุกขนบการเมืองไทย หนีไม่พ้น กรณี 70 ส.ส.พรรคสีส้มพร้อมใจกันลงมติ “ไม่อนุมัติ” พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าไม่เข้าเกณฑ์ “จำเป็นรีบด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ

เดิม กก.บห. เห็นควรให้ “งดออกเสียง” แต่ต้องแพ้โหวตกลางที่ประชุม ส.ส. ของพรรค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากนักกิจกรรมการเมืองและผู้สนับสนุนพรรค จนมีการมองกันว่า “มวลชนสีส้มไปไกลกว่าพรรค” ขณะเดียวกันมติพรรคให้ “โหวตคว่ำ” พ.ร.ก. ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ “เสียงแตก-เสียงหลง” ขึ้นกับ ส.ส. บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงจุดยืนที่ “อ่อนไหว”

พิธายอมรับว่า ทั้งการบริหารจัดการ ส.ส. และการบริหารอารมณ์มวลชน “ไม่ง่ายทั้ง 2 อย่าง เพราะคนร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ด้วยกัน มีคนหลายประเภท มีรัก โลภ โกรธ หลง” แต่ก็ไม่เกินความคาดหวัง และไม่เบื่อกับสิ่งที่เห็นและเป็นไป

นิยามชายชื่อพิธา “สุภาพ แต่เข้มแข็ง”

น่าสนใจว่าชายวัย 40 ปีที่ “หน้าเกลี้ยง-เสียงทุ้ม-พูดจานุ่มนวล” ไปกันได้อย่างไรกับพรรคที่มีบุคลิก “ก้าวหน้า-แข็งกร้าว-สุดโต่ง”

เจ้าตัวเคยพูดไว้ว่า เหตุที่ตัดสินใจสวมเสื้ออนาคตใหม่ตามคำเชิญของ ธนาธร เพราะ “วิสัยทัศน์” และ “วัฒนธรรม” ตรงกัน

“เวลาเราพูดคำว่าก้าวหน้าหรือสุดโต่ง มันขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเทียบอะไรกับอะไร ถ้าก้าวหน้าหมายถึงทำให้สังคมก้าวหน้า ทำให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข ตรงกันข้ามกับความล้าหลังทั้งระบบราชการ การบริหารเศรษฐกิจ ก็ยอมรับว่าเราเป็นพรรคก้าวหน้า”

ส่วนมุมมองต่อตัวเอง พิธาให้คำจำกัดความไว้ว่า “สุภาพ แต่เข้มแข็ง” หากไม่เห็นด้วยกับอะไรใช่ว่าจะยอมง่าย ๆ แม้ข้างนอกดูประนีประนอม แต่ก็อยู่ในพื้นฐานมีหลักการ

“ปากกาไม่ได้อยู่กับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา”

ก่อนถึงวันพิพากษาชะตากรรม “พรรคส้มหวาน” 21 ม.ค. นี้ สิ่งที่พลพรรคอนาคตใหม่ทำได้คือเตรียมต่อสู้ทางคดีอย่างเต็มที่ “ที่สุดแล้วอำนาจมันไม่ได้อยู่กับเรา ปากกาไม่ได้อยู่กับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา ก็ลองดูว่าสิ่งที่เขาจะตัดสินใจเป็นอย่างไร”

“เรื่องที่เขากำลังทำ เกิดขึ้นมาไม่รู้กี่รอบแล้วในประเทศไทย ไม่ใช่เราเป็นพรรคการเมืองแรกที่จะโดนยุบซะเมื่อไร…” พิธากล่าวอย่างไม่ยี่หระ

แต่ท้ายที่สุดหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตใหม่จริง ๆ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องรักษาไว้ก็คือ “อุดมการณ์”

“ผมคิดว่าอุดมการณ์ไม่ควรเปลี่ยน ถ้าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน ก็หวังว่าบุคลากรในพรรคไม่เปลี่ยน ไปไหนไปด้วยกัน ส่วนเรื่องใครจะเป็นผู้นำ ผมเชื่อว่าทั้งพรรคมีคนมีศักยภาพ อีกอย่างหนึ่งคือพรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่ไม่ใช่ว่าให้ใครมาจิ้มได้ มันอาจจะมีพี่ ๆ สื่อมวลชนบอกว่าธนาธรดันพิธา มันไม่ใช่ เพราะว่าพรรคนี้มันไม่ใช่พรรคของธนาธร เวลาประชุม กก.บห. ธนาธรแพ้ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ปิยบุตรแพ้ไม่รู้กี่ครั้งว่าจะตัดสินใจทำอะไรไม่ทำอะไร เพราะฉะนั้นมันมีทั้งระบบ กก.บห. มีสมาชิกพรรค มันไม่ได้ขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งที่จะตัดสินใจให้ใครเป็นอะไร”

อนาคตใหม่ภาค 2 ขอเป็น “พรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด”

ธนาธรถูกยกให้เป็น “ผู้นำประชานิยม” ที่มี “ฟ้า” เป็นกองเชียร์ ส่วนปิยบุตรก็มีภาพ “นักการเมืองปัญญาชน” หากพิธาต้องมีบทบาทนำในพรรค อะไรคือความแปลกใหม่ที่สังคมจะได้เห็นใน “อนาคตใหม่ภาค 2”

ธนาธรพบประชาชน

เขาอ้างว่า แม้ไม่ยุบพรรค และธนาธรยังเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีภาค 2 ของอนาคตใหม่โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ เพราะพวกเขาเรียนรู้บทเรียนจากปีแรก แล้วก้าวต่อไปในปีที่ 2, 3, 4 เพื่อเป็น “พรรคการเมืองที่จะพาประเทศไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21” ท่ามกลางสารพัดปัจจัยรุมเร้า ทั้งสถานการณ์การเมืองร้อนแรงในประเทศ, สงครามทางเศรษฐกิจ และภาวะรัฐบาลปริ่มน้ำ

“เราต้องเตรียมพร้อมที่จะคิดถึงปัญหาเหล่านี้ จัดการภายในพรรคตัวเอง และมีทางเลือกให้ประชาชนในการแก้ไขปัญหา ในการพัฒนา หวังว่าจะเป็นพรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด” ผู้มีชื่อติดโผหัวหน้าพรรคสำรองระบุ

ในฐานะอดีตผู้บริหารภาคเอกชนที่ผ่านธุรกิจร้อยล้าน พิธาพูดถึงลักษณะ “ผู้นำที่ดี” ไว้ว่าต้องใช้ศักยภาพของคนทุกคนในทีมให้เป็นประโยชน์ให้ได้ ไม่ใช่มี 100 คน แต่ใช้งานแค่ 4-5 คน

ร่วมสายเลือด “ลิ้มเจริญรัตน์” แต่ “เป็นตัวของตัวเอง”

คนในตระกูล “ลิ้มเจริญรัตน์” ที่ปรากฏชื่อในแวดวงการเมืองตามการรับรู้ของสังคมมีอยู่ 3 คน นอกจากพิธายังมี…

  • พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นบิดาของเขา
  • ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขานุการส่วนตัวของ ทักษิณ ผู้มีศักดิ์เป็นอาของพิธา ทว่าเจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยขอคำแนะนำจาก “ชายผมขาว” ก่อนลงเล่นการเมือง และไม่ค่อยได้เจอกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้คือ พิธาเป็นหลานชายของ ตามใจ ขำภโต รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเกี่ยวดองทางฝั่งมารดา

“การเมืองคุณอย่ามาแบ่งฝั่งโดยเอานามสกุลมาแบ่งฝั่งง่าย ๆ เลย เพราะทุกวันนี้คนที่อยู่ใน ครม. ชุดนี้ แล้วเทียบไปก่อน คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ผู้ก่อรัฐประหาร 2549) ก็ ครม. ชุดเดียวกัน ผมว่าดูที่การกระทำมากกว่าดูที่นามสกุล เพราะคนเรามันเลือกนามสกุลไม่ได้ เลือกญาติโกโหติกาอะไรอย่างนี้ไม่ได้” พิธากล่าว

พิธาย้ำว่า “ไม่ได้มีความคิดอะไรที่มาจากคุณพ่อ-คุณแม่ หรือมาจากนามสกุลของฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ ไม่เกี่ยวข้องกัน” แต่ยอมรับว่าการที่บุพการีส่งเขาเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจการเมือง

“ทีวีมันมีอยู่ 3 ช่อง มองไปข้างนอกก็มีแต่แกะ มองกลับมาทีวีก็มีแต่นายกฯ จิม โบลเกอร์ ปราศรัยในสภา ผมก็นั่งดูทุกวัน” เขาย้อนความหลัง

ทว่านักการเมืองระดับโลกที่มหาบัณฑิตการเมืองการปกครอง วิทยาลัย จอห์น เอฟ. เคเนดี สังกัดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐฯ ชื่นชอบลีลาปราศรัยเป็นพิเศษคือ โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วน “ดาวไฮปาร์คชาวไทย” เขายกให้ อดิศร เพียงเกษ พรรคเพื่อไทย, จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตพรรคไทยรักษาชาติ และ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์

อีกช่วงที่ได้ทดลองวิชาที่ร่ำเรียนมาคือการเป็นคณะทำงาน “หน้าห้อง” ของ รมว.พาณิชย์ ที่ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในรัฐบาลทักษิณ 2 ช่วงปี 2548-2549

“ผมไม่ได้เข้ามาแบบไม่มีความคาดหวัง ไม่ได้เข้ามาแบบใสซื่อ หรือไม่ได้เข้ามาแบบนาอีฟ (naive ไร้เดียงสา) หรอก เมื่อเรารู้แล้ว คาดหวังแล้ว เตรียมตัวมาแล้ว เราก็ไม่ทำอะไรที่มันผิด ไม่ทำอะไรที่มันเกี่ยวข้อง ไม่ทำอะไรที่มันเทา ๆ ทำอะไรให้มันบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่ทำได้ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้” พิธากล่าว

ประสบการณ์แปลก-ใหม่ที่เขาได้รับในช่วงครึ่งปีของการทำหน้าที่ผู้แทนฯ คือ ได้เห็นภาพกว้างของประเทศ และมีโอกาสพูดคุยกับ “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ไม่ว่าผ่านกลไกรัฐสภา หรือกระทั่งเดินสวนกันในห้องอาหาร

ส.ส. พ่อลูกอ่อน

ขณะเดียวกัน การเมืองดึงเวลาไปจากเขามหาศาล ทำให้ชีวิตส่วนตัวเปลี่ยนไป แต่บทบาทที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคือการเลี้ยงดูฟูมฟัก พิพิม บุตรสาววัย 3 ปีเศษของเขา กับ ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ อดีตภรรยา

“ก็เป็น ส.ส. พ่อลูกอ่อนน่ะครับ… ประชุมสภาเสร็จ กลับบ้านมา 3-4 ทุ่ม ลูกยังไม่นอน รอพ่อ ก็ต้องจัดเวลา อุ้มแล้วก็กล่อมต่อ เล่านิทานเรื่องเดิม เวลาเดิม ๆ กลิ่นเดิม ๆ”

นอกจากเป็น “ดาวสภา” ขวัญใจประชาชน เขายังมีลูกน้อยเป็น “แฟนคลับ” คอยจับจ้องจอหน้าโทรทัศน์เวลาเห็นพ่อลุกขึ้นอภิปรายกลางสภา

“เขาดูทีวี ก็จะบอกพ่อพูด ๆ เขาบอกเขาเห็นนะที่พ่อพูดอยู่ ก็เลยบอกว่านี่ไงพ่อไปทำงานจริง ๆ เห็นไหม พิพิมก็ไปโรงเรียนของพิพิม ๆ ก็ไปพูดกับเพื่อน พ่อก็ต้องมาพูดกับเพื่อนพ่อในสภาเช่นเดียวกัน อันนี้โต๊ะเรียนพิพิมใช่ไหม นี่โต๊ะประธานกรรมาธิการ นี่โต๊ะที่ทำงานของพ่อ ต่างคนต่างมีหน้าที่นะลูก เขาก็จะได้แกร่งและเข้มแข็งมากขึ้น”

ส่วนคำให้สัมภาษณ์ของอดีตภรรยาที่ออกมา “ฉะ-แฉ” พิธาเมื่อปีก่อน ในช่วงที่เขาเพิ่งกระโจนเข้าสู่การเมือง หลายคำถามยังไม่เคยมีคำตอบจากพิธา

ครั้งนี้ก็เช่นกัน อดีตสามีดาราไม่ขอตอบ-งดขยายความในทุกประเด็น เพราะเป็นเงื่อนไขของศาลเยาวชนและครอบครัว

“ทุกคนเคยเป็นตัวร้ายในเรื่องเล่าของคนอื่นทั้งนั้น ถ้าทำใจได้ก็เลี้ยงลูกไป ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ” เขากล่าว

หากถามว่า “อดีต” กับ “อนาคต” อะไรน่ากลัวกว่ากันเมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง

คำตอบของพิธาคือ “การไม่อยู่กับปัจจุบันน่ากลัวทั้งคู่” เพราะอดีตเกิดขึ้นแล้ว แก้ไขไม่ได้ ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นการอยู่กับปัจจุบัน มีสติในการแก้ปัญหา น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด


แชร์ข่าวนี้